เมื่อพนักงานเริ่มหมดไฟ ขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพลดลง หรือเกิดความขัดแย้งในทีม หลายองค์กรอาจเพิ่งมองเห็นปัญหาเมื่อผลกระทบเริ่มขยายไปถึงผลงาน การรักษาคนเก่ง และต้นทุนในการบริหารบุคลากรแล้ว
ความท้าทายคือ ปัญหาสุขภาวะทางใจไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนเสมอไป
พนักงานบางคนยังมาทำงานตามปกติ แต่มีสมาธิลดลง ตัดสินใจช้าลง หรือใช้พลังงานมากขึ้นในการทำงานเดิม บางคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะกังวลว่าจะถูกมองว่าไม่เข้มแข็งหรือไม่เหมาะกับบทบาท
องค์กรจึงต้องการมากกว่าการรอให้พนักงานแจ้งปัญหาด้วยตัวเอง แต่ควรมีระบบที่ช่วยให้มองเห็นสัญญาณความเสี่ยงได้เร็วขึ้น
Corporate Mental Well-Being Screening คืออะไร?
Corporate Mental Well-Being Screening คือโปรแกรมคัดกรองสุขภาวะทางใจของพนักงานอย่างเป็นระบบ
มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจภาวะทางอารมณ์ การตอบสนองต่อความเครียด และสัญญาณความเสี่ยงที่ควรได้รับการดูแล ก่อนที่ปัญหาจะส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น
โปรแกรมนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย การติดป้าย หรือการตัดสินว่าพนักงานคนใดแข็งแรงหรืออ่อนแอกว่าใคร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจและวางแนวทางดูแลอย่างเหมาะสม
Standard Program: คัดกรองและดูแลตามระดับความต้องการ
โปรแกรม Standard ประกอบด้วย 3 กระบวนการสำคัญ
1. SDS
พนักงานเริ่มจากการทำแบบประเมิน SDS เพื่อคัดกรองภาวะทางอารมณ์และสัญญาณความเสี่ยงด้านสุขภาวะทางใจเบื้องต้น
2. Biofeedback
ผู้ที่พบสัญญาณความเสี่ยงจะได้รับการประเมินด้วย Biofeedback เพื่อทำความเข้าใจว่าร่างกายตอบสนองต่อความเครียดอย่างไร
ข้อมูลจากร่างกายช่วยเพิ่มมุมมองประกอบการดูแล โดยไม่ต้องอาศัยคำตอบจากแบบประเมินเพียงด้านเดียว
3. Counseling
พนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมจะได้รับคำปรึกษาแบบรายบุคคลกับนักจิตวิทยาคลินิก ในพื้นที่ที่ปลอดภัยและเคารพความเป็นส่วนตัว
กระบวนการแบบเป็นขั้นตอนช่วยให้องค์กรสามารถจัดสรรการดูแลตามระดับความต้องการของพนักงานแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม
Premium Program: เพิ่มข้อมูลด้านกระบวนการคิดด้วย VTS
โปรแกรม Premium ครอบคลุมทุกกระบวนการของ Standard และเพิ่มการประเมินด้วย VTS หรือ Vienna Test System
VTS เป็นระบบทดสอบทางจิตวิทยาด้วยคอมพิวเตอร์มาตรฐานสากล ซึ่งควบคุมขั้นตอนการทดสอบและบันทึกผลอย่างเป็นระบบ
ระบบสามารถใช้ประเมินกระบวนการด้านความคิด เช่น สมาธิ การตัดสินใจ และการควบคุมการตอบสนอง
ข้อมูลนี้ช่วยให้นักจิตวิทยาคลินิกพิจารณาได้ลึกขึ้นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางใจ กระบวนการคิด หรือปัจจัยหลายด้านร่วมกัน
จุดแตกต่างคือการอ่านผลโดยนักจิตวิทยาคลินิก
การมีข้อมูลจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะเข้าใจพนักงานได้ครบถ้วนทันที
หัวใจสำคัญอยู่ที่การตีความข้อมูลอย่างเหมาะสม
การคัดกรอง การอ่านผล และการให้คำปรึกษาของ Brilliant Mind ดำเนินการโดยนักจิตวิทยาคลินิก จึงไม่ได้พิจารณาเพียงคะแนนจากแบบประเมิน แต่คำนึงถึงตัวบุคคล บริบทการทำงาน และปัจจัยแวดล้อมร่วมด้วย
แนวทางนี้ช่วยให้การอ่านผลมีความละเอียดและเข้าใจคนมากกว่าการพิจารณาตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลจากการ Screening ช่วยองค์กรอย่างไร?
ข้อมูลภาพรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคลสามารถช่วยให้ HR และผู้บริหาร
- มองเห็นแนวโน้มความเสี่ยงด้านสุขภาวะทางใจ
- ระบุกลุ่มที่อาจต้องการการดูแลเพิ่มเติม
- จัดลำดับความสำคัญของปัญหา
- ออกแบบกิจกรรมหรือมาตรการดูแลได้ตรงจุด
- วางแผนการใช้ทรัพยากรด้าน Employee Well-Being อย่างเหมาะสม
- ติดตามผลของโครงการในระยะต่อไป
หากองค์กรมีทีมนักจิตวิทยาหรือทีมดูแลสุขภาพจิต ข้อมูลรายบุคคลที่ได้รับความยินยอมยังสามารถใช้ประกอบการดูแล ฟื้นฟู และติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การใช้ข้อมูลควรอยู่บนหลักความยินยอม การรักษาความลับ และการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเหมาะสม
การป้องกันย่อมดีกว่ารอให้ปัญหารุนแรง
ปัญหาสุขภาวะทางใจอาจนำไปสู่ต้นทุนแฝงหลายด้าน ตั้งแต่ประสิทธิภาพที่ลดลง การขาดงาน ความขัดแย้ง การสูญเสียคนเก่ง ไปจนถึงภาระในการสรรหาและพัฒนาพนักงานใหม่
การมองเห็นความเสี่ยงตั้งแต่ต้นช่วยให้องค์กรสามารถดูแลคนได้เร็วขึ้น บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น และลดโอกาสที่ปัญหาจะขยายไปกระทบทั้งพนักงาน ทีม และผลการดำเนินงาน
หากองค์กรของคุณต้องการออกแบบ Corporate Mental Well-Being Screening ให้เหมาะกับจำนวนพนักงาน บริบท และเป้าหมายขององค์กร
ติดต่อ Brilliant Mind
Precision Meets Compassion
